แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เกี่ยวกับสุขภาพอื่นฯ แสดงบทความทั้งหมด

” มหัศจรรย์แห่งมะนาว ” All it is.....is a frozen lemon

          
      กุ๊กมืออาชีพในภัตตาคารหลายแห่ง ใช้มะนาวได้ทั้งลูก โดยไม่มีสิ่งใดสูญเสีย
Many professionals in restaurants and eateries are using or
consuming the entire lemon and nothing is wasted.
How can you use the whole lemon without waste? 

ง่ายมาก...ใส่มะนาวที่ล้างให้สะอาดแล้ว ไว้ในช่องแช่แข็ง พอมะนาวแข็งตัว
ได้ที่แล้ว ขูดมะนาวทั้งลูกเพื่อเอาไว้ใช้โรยหน้าบนอาหาร –
ไม่จำเป็นต้องปอกเปลือก 
Simple.. place the washed lemon in the freezer section of
your refrigerator. Once the lemon is frozen, get your grater,
and shred the whole lemon (no need to peel it ) and
sprinkle it on top of your foods. 

โรยมะนาวที่ขูดแล้ว บนสลัด บนไอซครีม ในซุป ในซีเรียล ในก๋วยเตี๋ยว
บนข้าว บนซูชิ ฯลฯ แล้วอาหารเหล่านั้น จะมีรสชาดดีอย่างคาดไม่ถึง 
Sprinkle it to your vegetable salad, ice cream, soup, cereals,
noodles, spaghetti sauce, rice, sushi, fish dishes, whisky..
the list is endless. 

ส่วนใหญ่ เราจะนึกถึงมะนาว ในแง่ของวิตามินซี แต่ มันยังมีอย่างอื่นอีก
Most likely, you only think of lemon juice and vitamin C.
Not anymore. 

อะไรคือข้อดีของการใช้มะนาวทั้งลูก?
What's the major advantage of using the whole lemon other
เปลือกมะนาวที่เราทิ้งไป มีวิตามิน มากกว่าน้ำมะนาว ในระดับ 5-10 เท่า 
เปลือกมะนาว ยังมีคุณสมบัติในการช่วยล้างพิษ ออกจากร่างกายด้วย
It's also good that lemon peels are health rejuvenators
in eradicating toxic elements in the body. 

น่าประหลาดที่ มะนาวยังสามารถช่วยฆ่าเซลล์มะเร็งได้ด้วย มันมีประสิทธิภาพดีกว่า
การทำคีโม ถึง 10,000 เท่า
The surprising benefits of lemon! Lemon (Citrus) is a miraculous
product to kill cancer cells. It is 10,000 times stronger than
chemotherapy. 

รู้ได้ไง? 
Why do we not know about that? 
ที่รู้ก็เพราะ มี ห้องวิจัยหลายแห่ง กำลังทำสารสังเคราะห์
ที่ไกล้เคียงสารที่ได้จากมะนาว อย ซึ่งสารเหล่านี้จะทำเงินได้อย่างมหาศาล
Because there are laboratories interested in making
a synthetic version that will bring them huge profits. 

น้ำมะนาว มีประโยชน์ ในการป้องกันโรค แถมยังมีรสชาดดี และ
ไม่มีผลข้างเคียงที่เลวร้าย อย่างการทำคีโมด้วย 
Lemon juice is beneficial in preventing the disease. 
Its taste is pleasant and it does not produce the horrific
effects of chemotherapy. 

มีคนต้องตายไปแล้วกี่คน เพราะ ความลับนี้ถูกปกปิดเอาไว้
โดยบริษัทฯใหญ่ๆ ทั้งหลาย 
How many people will die while this closely guarded
secret is kept, so as not to jeopardize the beneficial
multimillionaires large corporations? 

มะนาวได้รับการกล่าวขวัญถึง ในหลายด้าน แต่ ประสิทธิภาพที่น่าสนใจ
ที่สุดของมัน คือ ผลที่มันมีต่อ ซีสต์ (ถุงน้ำ หรือก้อนตุ่มไตที่ผิดปกติ) และ เนื้อร้ายต่างๆ
You can eat the fruit in different ways: you can eat the pulp,
juice press, prepare drinks, sorbets, pastries, etc... It is credited
with many virtues, but the most interesting is the effect it
produces on cysts and tumors. 

มันได้รับการพิสูจน์แล้ว ว่า มีผลในทางรักษามะเร็งทุกชนิด บางคนกล่าวว่า
มันมีผลต่อมะเร็งทุกสายพันธุ์
It is a proven remedy against cancers of all types.
Some say it is very useful in all variants of cancers. 

มันยังมีผลในการต่อต้านการอักเสบจากเชื้อรา แบคทีเรีย พยาธิ และ หนอนด้วย
นอกจากนั้นมันยัง ในการรักษาระดับความดันเลือดไม่ให้สูงเกินไป
ช่วยรักษาอาการซึมเศร้า และ บรรเทาความเครียดด้วย 
It is considered also as an anti microbial spectrum against 
bacterial infections and fungi, effective against internal parasites
and worms, it regulates blood pressure which is too high and
an antidepressant, combats stress and nervous disorders. 

น่าทึ่งมากที่ ที่มาของข้อมูลเหล่านี้ ได้มาจากบริษัทยายักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง
ที่กล่าวว่า หลังจากการทดสอบในห้องทดลองกว่า 20 แห่งตั้งแต่ปี 1970
พบว่า มะนาวสามารถทำลาย เซลล์อันตรายของมะเร็ง 12 ชนิด รวมทั้งมะเร็งลำไส้
เต้านม ลูกอันฑะ ปอด และตับ...
The source of this information is fascinating: it comes from 
one of the largest drug manufacturers in the world, says that
after more than 20 laboratory tests since 1970, the extracts revealed
that It destroys the malignant cells in 12 cancers, including colon,
breast, prostate, lung and pancreas... 

ส่วนต่างๆของพืชชนิดนี้ ให้ผลดีกว่ายา Adriamycin (ที่ใช้ในขบวนการดีโม)
ถึง 10,000 เท่า ในการชลอ การขยายตัวของเซลล์มะเร็ง
The compounds of this tree showed 10,000 times better than
the product Adriamycin, a drug normally used chemotherapeutic
in the world, slowing the growth of cancer cells. 

และ ที่น่าทึ่งกว่านั้นคือ การรักษาด้วยผลิตภัณฑ์ที่สกัดจากมะนาว ทำลายเฉพาะเนื้อร้าย
ของเซลล์มะเร็ง โดยไม่มีผลเสียกับเซลล์ที่ด 
And what is even more astonishing: this type of therapy with lemon
extract only destroys malignant cancer cells and it does not affect
healthy cells.

ดังนั้น ในการใช้มะนาว ควรล้างให้ดี แช่เย็นไว้ แล้วใช้เครื่องขูด ขูดมันออกมาโรยบนอาหาร
จะทำให้ร่างกายของคุณ รักคุณเพิ่มขึ้นอีก
.....................................................................
.....................................................................................
ให้ความรักและห่วงใยเพื่อนร่วมโลกด้วยการส่งต่อนะครับ....
ขอบคุณครับ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://sbayjai.com/forum/index.php?topic=4296.0 และ
facebookโอ๊ด จีรวุฒิ จันทร์ฉายแสง

ผักสลัดกับประโยชน์ทั้งหลายที่ควรรู้


ผักกาดหอม หรือ ผักสลัด ที่ทุกคนรู้จักกันดีแต่จะมีใครรู้ถึงประโยชน์ของผักกาดหอม (ผักสลัด) และ สรรพคุณของผักกาดหอม (ผักสลัด) กันบ้างไหม แต่ถ้าใครยังไม่รู้ถึง ประโยชน์ของผักกาดหอม เราก็จะมาบอกให้ได้ฟังกัน





แต่ก่อนอื่นดิฉันของเรียกว่า ผักกาดหอม ก็แล้วนะค่ะจะได้ไม่งง ประโยชน์ของผักกาดหอม เป็นที่รู้จักกันดีกลุ่มของอาหารจำพวกยำต่าง ๆ และคุณผู้หญิงที่รักษาหุ่นก็คงจะต้องคุ้นเคยกับอาหารจำพวก ผักสสัด เป็นของธรรมดาเพราะว่าคุณผู้หญิงหลาย ๆ คนใช้ในการลดความอ้วน ฉะนั้นวันนี้เราเลยจะมาตอกย้ำและชัดเจนในด้าน สรรพคุณของผักกาดหอม และ ประโยชน์ของผักกาดหอม ให้คุณ ๆ ได้รู้อย่างกว้างเข้าไปอีก
ผักกาดหอมมีคุณค่าทางโภชนาการคือ ประกอบด้วยวิตามินบี วิตามินซี เบต้าแคโรทีน และลูเทียน (lutein) มียาง (latex) ชื่อ แลคทูคาเรียม (lactucarium) ซึ่งมีระดับสูงมากขณะออกดอก นอกจากนั้นยังมีวิตามินบีสูงด้วย




สรรพคุณของผักกาดหอมและวิธีใช้ผักกาดหอม นั้นมักใช้เป็นผักสลัดมีสารต้านมะเร็งและสารต้านอนุมูลอิสระ เช่นเดียวกับผักสลัดที่มีสีเขียวอื่น ๆ ส่วนที่ใช้ประโยชน์ของผักกาดหอมคือ ใบ เมล็ด และต้น ซึ่งแต่ละส่วนจะให้สรรพคุณแตกต่างกันดังต่อไปนี้
- ต้นผักกาดหอมทั้งต้นคั้นเอาแต่น้ำ นำน้ำที่ได้มาทาฝีมะม่วง (รีดเอาหนองออกก่อน) ใช้ขับพยาธิ แก้พิษ ขับลม เป็นยาระบาย
- ใบผักกาดหอม น้ำคั้นจากใบ ใช้แก้ไอ ทำให้หลับง่าย แก้ไข้ ขับปัสสาวะ ขับเหงื่อ
- เมล็ดผักกาดหอม ใช้รักษาโรคตับ ขับปัสสาวะ ขับน้ำนม ระงับปวด แก้ปวดเอว และรักษาโรคริดสีดวงทวาร



นอกจากนี้ ยังมีคำแนะนำให้ใช้เมล็ดผักกาดหอมตากแห้ง 5 กรัม ชงกับน้ำร้อน 1 ถ้วยกาแฟ ดื่มก่อนอาหารเช้า-เย็น ถ้าหากใช้ต้นให้ใช้ประมาณครึ่งต้นกินเพื่อแก้ไอและขับเสมหะ ห้ามใช้เกินควร ในปัจจุบันมียางสกัดของผักกาดหอมออกมาจำหน่ายในรูปยา ซึ่งมีทั้งชนิดเม็ดและชนิดน้ำ

บทความจาก สุขภาพไทย




‘ดีท็อกซ์สมอง' ทำได้...ง่ายด้วย!

 
อยากกำจัด  ให้สมองสดชื่น ไม่ใช่เรื่องยาก แค่นอนหลับให้สนิทและนานมากพอ ดร. ไมเคน เนเดอร์การ์ด จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโรเชสเตอร์ วิจัยพบว่าเซลล์สมองจะหดตัวลดถึง 60% ขณะที่เราหลับและขับเอาของเสียต่างๆ เช่น เซลล์ที่ตายแล้ว สารพิษที่สร้างขึ้นขณะที่ตื่น รวมถึงกรดอะมิโน แอมีลอยด์ บีต้า ที่เป็นต้นเหตุอัลไซเมอร์ออกไป เมื่อเพิ่มในช่องว่างสมอง เซลล์ประสาทก็จะทำงานได้ดีขึ้น


ผักชีโรยหน้าจริงหรือ?

โดยทั่วไปเรามักใช้โรยหน้าอาหาร หรือน้ำแกงที่กินเพื่อปรุงรสและเพิ่มความอร่อยของอาหาร แต่ในภาษาไทยเรามักใช้คำว่า "ผักชีโรยหน้า" มาใช้ในความหมายที่ไม่ดี
การกินผักชีส่วนใหญ่มักกินดิบๆ ไม่ปรุงให้สุก แต่ก็มีที่ปรุงให้สุกแล้วจึงกิน ดังนั้นในการกินผักชีจึงควรล้างให้สะอาด (อย่าล้างอย่างลวกๆอย่างผักชีโรยหน้า) หรือจะลวกน้ำร้อนเพื่อทำลายไข่พยาธิและเชื้อโรคบางชนิดก็ได้
ชื่อวิทยาศาสตร์ Cariandrum sativum L. วงศ์ Umbelliferae
ถิ่นเดิมของผักชีอยู่ในประเทศแถบเมดิเตอร์เรเนียน ต่อมาก็มีการนำไปปลูกยังประเทศในทวีปยุโรปและเอเชีย สำหรับผักชีที่นำไปปลูกในจีนนั้น เล่ากันว่าได้มีการนำเมล็ดพันธุ์จากประเทศทางตะวันตกของจีนเข้าไปในราชวงศ์ฮั่น (ประมาณ 1,600 ปีมาแล้ว)
ต้นและเมล็ดผักชีมีกลิ่นหอม เพราะมีน้ำหอมระเหย ซึ่งสามารถแก้อาการปวดท้อง ท้องอืดท้องเฟ้อได้เป็นอย่างดี และยังมีกลิ่นที่ติดทนกว่าน้ำมันหอมระเหยชนิดอื่น
ผักชีเป็นตัวยาอย่างหนึ่งในการปรุงยาไทย มีสรรพคุณแก้อาการปวดหัว อันเนื่องมาจากมีไข้ ถ้าหัดออกไม่หมดเราจะใช้ผักชีทั้งต้มกินและอาบชโลมตัว ทั้งกินทั้งอาบว่างั้นเถอะ ในการปรุงอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ต่างๆ เช่น เป็ด ไก่ หมู เนื้อแพะ ปลา ถ้าได้ใส่ผักชีลงไปก็จะทำให้อาหารมีกลิ่นหอมและยังช่วยขจัดคาวปลาได้ด้วย
สรรพคุณ
ต้นผักชี มีคุณสมบัติร้อนเล็กน้อย รสเผ็ด มีสรรพคุณขับเหงื่อ ทำให้ผื่นหัดออกมากขึ้น ขับลม เจริญอาหาร แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ดับกลิ่นคาวปลา ทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น
ผลผักชี มีคุณสมบัติร้อนเล็กน้อย รสเผ็ด ทำให้ผื่นหัดออกเร็วขึ้น เจริญอาหาร ดับกลิ่นคาวปลา
ตำรับยา
1. สตรีไม่มีน้ำนมหลังคลอด ต้มผักชีตากแห้ง (หรือสดก็ได้) จำนวนพอควร ต้มน้ำกินเป็นประจำ หรือจะต้มหัวปลาช่อนแล้วใส่ขิงและผักชีลงไปก็ได้ จะช่วยให้มีน้ำนมไหล
2. ปวดท้อง (มีอาการเย็นบริเวณท้อง) และระบบย่อยอาหารไม่ดี ใช้เมล็ดผักชีพอประมาณดองเหล้าองุ่นทิ้งไว้ประมาณ 2 สัปดาห์ แล้วดื่มวันละ 1-2 แก้ว (เป็กกินเหล้า) หลายๆวันติดต่อกัน
3. หัดที่ผื่นแดงยังออกไม่ทั่ว ให้ใช้เมล็ดผักชีแห้งประมาณ 120 กรัม ใส่หม้อดินหรือหม้อเคลือบ แล้วใส่น้ำพอควรต้ม (ควรใช้เตาถ่านต้มเพราะไฟจะไม่แรงเกินไปและถ่านจะค่อยๆมอดไปเอง) วางไว้ในห้องที่ไม่มีลมโกรก (ควรเป็นห้องเล็กๆ) รมไอที่ต้มเมล็ดผักชี จนผื่นออกทั่วตัวแล้วจึงหยุด
สารเคมีที่พบ
ผักชีมี วิตามินซี 92-98 ม.ก.% ดีคานาล (Decanal) โนนานาล (Nonanal) ลินาโลออล (Linalool) เป็นต้น
ข้อควรระวัง 
ผู้ที่มีกลิ่นปาก(รวมทั้งฟันผุ) กลิ่นรักแร้แรงหรือเป็นฝี ไม่ควรกินผักชี เพราะจะทำให้กลิ่นต่างๆ หรือฝีมีอาการรุนแรงขึ้น
 
ขอบคุณข้อมูลจาก
นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่ม 99
คอลัมน์: อาหารสมุนไพร
นักเขียนหมอชาวบ้าน: วิทิต วัณนาวิบูล

น้ำมันมะกอก เพื่อสุขภาพ


น้ำมันมะกอก ซึ่งประกอบไปด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิด (Monounsaturated Fatty Acids) และ
Polyunsaturated balance วิตามินอี วิตามินเอ โปรตีน และสารแอนตี้ออกซิแดนท์ (Antioxidant) รวมถึงกลิ่น
หอมของผลมะกอก และรสชาติที่อร่อย ทำให้ได้ข้อสรุปว่าน้ำมันมะกอกเป็นน้ำมันที่เหมาะที่สุดสำหรับการบริโภค
ไม่ว่าจะใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารรับประทานสดหรือผ่านการปรุงแล้ว ที่สำคัญน้ำมันมะกอกยังมีผลดีต่อร่าง
กายด้วย
 
องค์ประกอบของกรดไขมันที่มีอยู่ในน้ำมันมะกอก
มีส่วนประกอบของกรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิด Monounsaturated 55-83% ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกรดโอเลอิค แตก
ต่างจากในไขมันสัตว์ที่มีกรดไขมันอิ่มตัวมากกว่า ในขณะที่ในน้ำมันพืชมีกรดไขมันไม่อิ่มตัว
ชนิด Polyunsaturated มากถึง 50-72%(เฉพาะในน้ำมันถั่วเหลือง และในน้ำมันดอกทานตะวันเท่านั้น)
สำหรับข้อแตกต่างระหว่างกรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิด Monounsaturated กับ
Polyunsaturated ก็คือ กรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิด Monounsaturated จะมีความทนทาน
เมื่อเผชิญหน้ากับกระบวนการ Oxidative ซึ่งเป็นกระบวนการที่ทำให้น้ำมันเกิดการ
เหม็นหืนมากกว่ากรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิด Polyunsaturated โดยน้ำมันมะกอกจะช่วยลด
เปอร์เซ็นต์ของกรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิด Polyunsaturated ให้ต่ำลงอยู่ในระหว่าง 3.5 และ 22% กรดไขมันเหล่านี้มี
ความจำเป็นต่อร่างกายแต่ร่างกายไม่สามารถผลิตเองได้ เมื่อเราหันมาบริโภคน้ำมันมะกอกเป็นประจำ จะทำให้ได้
รับกรดไขมันที่จำเป็นเพียงพอทั้งในเด็ก และในผู้ใหญ่ นอกจากนี้น้ำมันมะกอก และน้ำมันที่ได้จากกากของมะกอก
ยังมีโครงสร้างของกลีเซอรอลเหมือนกันด้วย ซึ่งหมายความว่าจะให้ประโยชน์แก่ร่างกายด้วยเช่นกัน และการ
บริโภคน้ำมันมะกอกมีผลต่อร่างกายในระบบต่าง ๆ ดังนี้
ผลต่อระบบการย่อยอาหาร

อาหารที่ปรุงด้วยน้ำมันมะกอกจะมีผลดีต่อกระเพาะอาหารและลำไส้ โดยจะช่วย
รักษาเยื่อบุลำไส้เพื่อป้องกันไม่ให้กระเพาะอาหารเกิดภาวะมีกรดเกลือมากผิดปกติ
 และยังช่วยลดอาการอักเสบของกระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กอีกด้วย ซึ่งจะทำหน้าที่
เหมือนยาระบายอ่อน ๆ และจะมีผลดีมากขึ้นเมื่อรับประทานในขณะที่ท้องว่าง และจะ
สามารถช่วยรักษาอาการท้องผูกเรื้อรังได้ด้วย
ผลต่อช่วงระยะเวลาสำคัญของชีวิต
น้ำมันมะกอกช่วยสร้างความสมดุลระหว่างกรดไขมันไม่อิ่มตัว คือ ไลโนเลอิค (Linoleic) และกรดไลโนเลนิค
(Linolenic) ซึ่งกรดทั้งสองมีคุณสมบัติคล้ายกับน้ำนมแม่ที่เป็นแหล่งให้กรดไขมันอย่างเพียงพอ จากคุณสมบัติดัง
กล่าว ถ้าเราจะบอกว่าน้ำมันมะกอกเหมาะสมเป็นพิเศษสำหรับเด็กที่ไม่สบาย และเด็กที่กำลังจะหย่านมบริโภคคงจ
ะไม่ผิดนัก เพราะจะทำให้เด็กได้รับกรดไขมันทีเพียงพอ คล้ายกับการดื่มนมแม่ สำหรับผู้สูงอายุ ขอแนะนำให้
บริโภคน้ำมันมะกอกด้วยเช่นกัน เพราะจะทำให้เจริญอาหาร เนื่องจากอาหารมีรสชาติอร่อย นอกจากนี้ยังมีผลดี
ต่อระบบย่อยอาหาร ทำให้ระบบดูดซึมแร่ธาตุและวิตามินทำงานดีขึ้น น้ำมันมะกอกยังกระตุ้นการเก็บรักษาแร่ธาตุ
ของกระดูก เพื่อป้องกันการสูญเสียแคลเซียมในกระดูกของผู้สูอายุได้ด้วย
 
ผลต่อระบบการหมุนเวียนโลหิต
อาหารที่เราทานเป็นประจำ อาจมีปริมาณของไขมันสัตว์มากจนเกินไป ซึ่งจะส่งผลให้
ระดับโคเลสเตอรอลในเลือดสูง เป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับการหมุนเวียน
โลหิต เช่น ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง ซึ่งอาจนำไปสู่โรคหัวใจขาดเลือด โรคเส้นเลือด
อุดตันตามอวัยวะต่าง ๆ นอกจากนี้การใช้น้ำมันมะกอกยังเป็นการเพิ่มไลโปโปรตีน
ชนิดความหนาแน่นสูง (HDL) ซึ่งช่วยในการขนถ่ายโคเลสเตอรอลจากเซลล์อื่น ๆ
 เข้าสู่ตับ เพื่อให้ตับเผาผลาญต่อไป ที่สำคัญช่วยป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือดโคโรนารี (Coronary) ที่เกิด
จากการเกาะตัวของโคเลสเตอรอลที่บริเวณเยื่อบุผนังหลอดเลือดที่มีบาดแผล ส่งผลให้เลือดเดินผ่านไม่สะดวก
กลายเป็นเส้นเลือดอุดตันในที่สุด
 
 
 
ข้อมูลทางการแพทย์ จาก รพ.กรุงเทพ
 

 


“กระชาย“ราชาแห่งสมุนไพร


มี 3 ชนิด คือ กระชายดำ กระชายแดง กระชายเหลือง กระชาย ในที่นี้จะขอกล่าวถึงกระชายเหลืองอย่างเดียวเปรียบเทียบกระชายคือโสมของไทย คือ "ราชาแห่งสมุนไพร" กระชายปั่นคั้นน้ำ กระชายมีวิตามินซี, บี1, บี 3 ,บี 6 และแคลเซียม
สรรพคุณกระชาย
1.ช่วยบำรุงตับ ไต แข็งแรง
2.ช่วยฟื้นฟูต่อมไทรอยด์ ต่อมใต้สมอง

3.ช่วยบำรุงเส้นเอ็นให้แข็งแรง กระดูกไม่เปราะบาง
4.ช่วยให้เส้นผมไม่หงอกก่อนวัยเล็บมือ เล็บเท้า แข็งแรง
5.ช่วยปรับสมดุลความดันโลหิตให้พอดี ไม่ให้สูงมากหรือต่ำมากเกินไป

6..ช่วยบำรุงหัวใจ ระบบกล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง เต้นสม่ำเสมอ ช่วยให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงหัวใจได้ดีขึ้น

7.ช่วยปรับฮอร์โมนเพศหญิง คือ เอสโตรเจน และฮอร์โมนเพศชาย คือ เทสโทสเตอโรน ซึ่งอยู่ในร่างกายทุกคน ไม่ว่าผู้หญิงหรือชาย
คุณค่าในน้ำกระชาย 

เมื่อกินน้ำกระชายเข้าไปแล้ว ในกระเพาะเรามีน้ำ มีไขมันและจุลินทรีย์สองกลุ่มจะแยกกันทำหน้าที่ของมันเอง ตัวจุลินทรีย์ในกระเพาะจะทำให้เกิดแอลกอฮอล์ขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่สกัดตัวยากลุ่มที่ละลายน้ำออกมาจากกระชายได้เอง ส่วนกลุ่มที่ละลายในไขมันก็ทำงานของเขาเอง

คนปกติดื่มกระชาย เพื่อบำรุงเอาไว้ ช่วยป้องกันไม่ให้เป็นโรคไต ผู้ชายป้องกันไม่ให้ต่อมลูกหมากโต ผู้หญิง ป้องกันไม่ให้เป็นมดลูกโต และถ้าให้เด็กดื่มกินเป็นประจำ จะช่วยสร้างกระดูกให้มีโครงสร้างที่แข็งแรง เห็นประโยชน์มากมายเราก็นำสูตรการทำกระชายปั่นคั้นน้ำมาฝากด้วย


วิธีทำ

1.นำกระชายมาล้างน้ำเกลือให้สะอาดประมาณ 1 แก้ว

2.หั่นกระชายเป็นแว่นเล็กใส่เครื่องปั่นแล้วเติมน้ำ 1 แก้ว
3.ปั่นให้ละเอียดแล้วกรองเอาแต่น้ำ ทิ้งกาก (ห้ามกินกาก)
4.ใช้น้ำเป็นหัวเชื้อใส่ขวดเก็บในตู้เย็นได้หลายวัน
5.เวลาจะใช้ดื่มก็เทใส่แก้วแล้วเติมน้ำสะอาดให้เจือจาง
6 เติมน้ำตาล เกลือ ปรับรสชาติตามใจชอบ
 
ที่มาเนื้อหาและรูปภาพ เว็บ sanook

๐..อ่านดีดี มีประโยชน์ๆ..๐

 
1. ไม่ทานอาหารเช้า หลายคนคิดว่าไม่ทานอาหารเช้า แล้วจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ แต่นี่จะเป็นสาเหตุให้สารอาหารไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้สมองเสื่อม 

2. กินอาหารมากเกินไป การกินมากเกินไปจะทำให้หลอดเลือดแดงในสมองแข็งตัว เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคความจำสั้น 

3. การสูบบุหรี่ เป็นสาเหตุให้เกิดโรคสมองฝ่อ และโรคอัลไซเมอร์ 

4. ทานของหวานมากเกินไป การกินของหวานมาก จะไปขัดขวางการดูดกลืนโปรตีนและสารอาหารที่เป็นประโยชน์ เป็นสาเหตุของการขาดสารอาหารและขัดขวางการพัฒนาของสมอง 

5. มลภาวะ สมองเป็นส่วนที่ใช้พลังงานมากที่สุดในร่างกาย การสูดเอาอากาศที่เป็นมลภาวะเข้าไป จะทำให้ออกซิเจนในสมองลดปริมาณลง ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลง 

6. การอดนอน การนอนหลับจะทำให้สมองได้พักผ่อน การอดนอนเป็นเวลานาน จะทำให้เซลล์สมองตาย 

7. การนอนคลุมโปง การนอนคลุมโปงจะเป็นการเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ให้มากขึ้น และลดออกซิเจนให้น้อยลง ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของสมอง 

8. ใช้สมองในขณะที่ไม่สบาย การทำงานหรือเรียนในขณะที่กำลังป่วย จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลง เหมือนกับการทำร้ายสมองไปในตัว 

9. ขาดการใช้ความคิด การคิดเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการฝึกสมอง การขาดการใช้ความคิดจะทำให้สมองฝ่อ 

10. เป็นคนไม่ค่อยพูด ทักษะการพูดจะเป็นตัวแสดงถึงประสิทธิภาพของสมอง




ภาพและเรื่องจากอินเตอร์เนท

 


ออกกำลังกายวันละนิดเพื่อสุขภาพที่ดี

โดยปกติกิจวัตรประจำวันของเราทุกคน คือ การออกจากบ้านไปที่ทำงาน หลังเลิกงานบางท่านอาจมี
กิจกรรมอื่นๆนอกบ้าน เช่น ไปฟิตเนส ไปวิ่งที่สวนสาธารณะ หรือไปออกกำลังกายด้วยการเต้นแอโรบิค
แต่ความยากลำบากของคนส่วนใหญ่ คือ ไม่สามารถทำตามตารางเวลาที่จัดไว้ได้ เช่น เคยตั้งเป้าหมาย
ว่า จะต้องออกกำลังกายก่อนหรือหลังเลิกงาน อย่างน้อย 1 ถึง 2 ครั้ง ต่อสัปดาห์ แต่ด้วยความรับผิด
ชอบในหน้าที่การงานในแต่ละวัน จึงทำให้เราไม่สามารถมีเวลา หรือหากมีก็ไม่สามารถปฎิบัติได้ตามเป้า
หมายที่ตั้งไว้
โดยปกติร่างกายของเราทุกคนจะอยู่ในท่าพักผ่อน หรือท่านั่ง ประมาณ 8 ช.ม. ต่อวัน บางทีอาจนั่งทำ
งานมากถึง 10 ช.ม. ต่อวัน (รวมเวลานั่งทานอาหารและนั่งอยู่ในรถด้วย) ซึ่งนั่นถือว่าเราอยู่ในท่านั่งเป็น
เวลานานมากต่อวัน
ใครจะคิดว่า พฤติกรรมท่านั่งปกติธรรมดาเช่นนี้ จะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคอย่าง “กล้ามเนื้อ
ตะโพกหนีบเส้นประสาท” ได้
“ผู้ป่วยบางรายมีอาการปวดรุนแรง กว่าโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท เสียอีก นอนตอนกลางคืน
จะปวดมากจนนอนไม่หลับ เวลาเปลี่ยนท่า อย่างการเดินแรกๆ มักจะปวดตะโพกลงขา แต่พอเดินๆ ไป
ระยะหนึ่งจะค่อยๆ หายปวดขา ถ้าเป็นที่กล้ามเนื้อต้นคอ เวลาขยับกล้ามเนื้อคอจะมีอาการปวดเสียว
อาการปวดตามบ่า ไหล่ ตะโพกที่ค่อยๆ ขยายวงกว้างขึ้นจนไปถึงปลายมือ ปลายเท้า ไม่ว่าจะกินยา
ขนานใดก็ตาม ไม่มีทีท่าว่าจะหายขาดนั้น คนส่วนใหญ่มักคิดว่าเป็นสาเหตุมาจากกระดูกสันหลังทับเส้น
ประสาทแต่ไม่ใช่ ทั้งหมด เพราะคนไข้บางรายที่ตรงไปพบแพทย์ด้วยอาการที่ว่าอาจจะพบความผิดปกติ
ของหมอน รองกระดูกสันหลังที่อาจเกิดขึ้นตามวัยด้วย บางรายยอมที่จะเจ็บตัวกับการผ่าตัดทว่าอาการ
ของโรคก็ดูเหมือนจะยังไม่หายไป อย่างแรงเหมือนไฟฟ้าช็อตไปที่แขนได้ ซึ่งอาการนี้คล้ายคลึงกับใน
โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทมาก” น.อ.นพ.ทายาท บูรณกาล ผู้อำนวยการสถาบันโรคกระดูก
สันหลัง กรุงเทพ ระบุ 

จาก สาเหตุนี้จึงทำให้หลายบริษัทและองค์กรต่างๆ หันมาส่งเสริมกิจกรรมการออกกำลังกายด้วยท่า
บริหารร่างกายในเวลาทำงานให้กับ พนักงานมากยิ่งขึ้น ซึ่งมีวิธีง่ายๆดังนี้ครับ
  1. เวลายืนอยู่กับที่
    เราสามารถใช้ท่ายืนอยู่กับที่ให้เป็นประโยชน์ได้ ในท่ายืนนั้นสามารถช่วยเผาผลาญแคลลอรี่ได้ง่ายๆ
    • ยืนพูดโทรศัพท์หรือส่งข้อความจากโทรศัพท์มือถือ
    • ยืนประชุมเพื่อคิดงานแทนนั่ง
    • ยืนรับประทานอาหาร
    • ลุกขึ้นยืนประมาณ 3-5 นาที ทุกๆ 3 ช.ม.
  2. เวลาพักกลางวัน
    เราทุกคนควรใช้เวลาพักทานกาแฟหรือพักทานอาหารกลางวันให้เป็นประโยชน์ เช่น เดินเร็ว หรือเดินรอบบริเวณอาคารพร้อมๆกับการยืดเส้นยืดสาย ยืดกล้ามเนื้อไปด้วย
    • ก้มลงไปจับนิ้วเท้า
    • ก้มศีรษะลงและให้คางแตะที่หน้าอกจนรู้สึกตึงที่บริเวณหลังและลำคอ
    • ยกไหล่ทั้งสองข้างขึ้นให้ถึงระดับหู
    • ยกแขนข้างขวาและพับแขนลงมา ทำให้ข้อศอกตั้งฉาก จากนั้นใช้แขนซ้ายดันไปที่ข้อศอกจนรู้สึกตึง ทำซ้ำข้างละ 2 นาที
  3. การใช้อุปกรณ์ยกนํ้าหนัก
    ควร มีดัมเบลเล็กๆที่ไม่หนักมากไว้ในที่ทำงาน ดัมเบลสามารถเป็นตัวช่วยในการออกกำลังกายที่แแขนและขา เพื่อผ่อนคลายจากอาการตึงของกล้ามเนื้อได้
  4. ใช้บันไดแทนลิฟท์หลังอาหารกลางวัน
    การ เดินขึ้นบันไดหลังรับประทานอาหารกลางวันเป็นสิ่งที่ทุกคนไม่ค่อยอยากทำ แต่หากคุณเดินขึ้นบันไดเพียงแค่ 2-3 ขั้น ก็ถือเป็นการออกกำลังกายที่ดีทีเดียว
  5. เดินมาทำงาน
    หาก คุณอยู่ไม่ไกลจากที่ทำงาน แทนที่จะขับรถมาทำงาน ลองหันมาเดินหรือปั่นจักรยานแทนก็เป็นการออกกำลังกายที่ดี หากต้องขับรถมาทำงานก็ควรเลือกที่จะจอดรถให้ไกลจากที่ทำงานซักนิด เพื่อทิ้งระยะในการเดินเข้าที่ทำงาน เพียงเท่านี้ก็เป็นการออกกำลังกายที่ทำได้ง่ายๆ
เมื่อคุณเริ่มจัดตารางเพื่อออกกำลังกายในที่ทำงาน คุณก็จะเห็นได้ทันทีว่า เพียงไม่กี่นาทีเราก็สามารถ
ดูแลสุขภาพเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายของเรา แบบไม่มีข้อจำกัด

มาออกกำลังกายกันเถอะครับ 
 
ข้อมูลทางการแพทย์ bangkokhealth